ออกแบบภาษาอะไร

พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์
สิงหาคม ๒๕๕๓

➜ บทความนี้เกิดขึ้นจากบทบันทึกปัญหา และความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง “ทัศนคติที่มีต่อภาษาไทย… ความจริงที่เราไม่อยากฟัง” ของ อนุทิน วงศ์สรรคกร   จากประสบการณ์ที่คลุกคลีในแวดวงการศึกษาและธุรกิจในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผมเห็นว่าเรื่องดังกล่าวมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ แม้บางเรื่องอาจเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครชอบฟัง แต่ก็น่าจะเป็นสื่อหนึ่งที่ให้คุณประโยชน์และช่วยส่งเสริมให้หลายคนหันมาใช้ภาษาไทยอย่างภาคภูมิใจ เพราะการที่จะเริ่มรักชาติให้เป็นต้องเริ่มจากการรักภาษาให้เป็น

หากถามว่าภาษาไทยมีปัญหาอะไร ตอบได้ทันทีว่าเปล่า ภาษาไทยสบายดี แต่มีผู้ที่ใช้บางคนต่างหากที่ไม่ค่อยสบาย มีความคิดที่ไม่เป็นคุณกับภาษาที่รับใช้ตนเองอย่างครอบคลุมในระบบ คิด พูด อ่าน เขียน ไม่รู้จักใช้ให้ถูกต้องและถูกกาลเทศะ ใช้ระบบความคิดที่ทำงานเป็นภาษาไทยคิดว่าภาษาไทยเชย ผิดพลาดตั้งแต่เริ่มสื่อสารกับตัวเอง ภาษาไม่เหมือนรถเก่าที่ต้องทนขับหรือชุดเก่าที่ต้องทนใส่ ความสง่างามของภาษาขึ้นอยู่กับศักยภาพของคนที่ใช้

มีปัจจัยปลีกย่อยและพฤติกรรมสะสมหลายอย่าง ที่สะท้อนทัศนคติที่ไม่สู้ดีนักต่อการใช้ภาษาไทยในภาพรวม จะลองยกตัวอย่างจากเรื่องทั่วไปที่คนอาจมองข้าม อย่างเรื่องการตั้งชื่อเล่นให้บุตร-ธิดา กิจการ งาน ต่างๆ ที่นิยมการตั้งเป็นภาษาอังกฤษและแปลกขึ้นทุกวัน ทั้งแปลกดีและแปลกไม่ดี เข้าใจว่าอาจเป็นประโยชน์เชิงพาณิชย์กับตลาดสากล แต่เราก็ได้หลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธ “การตั้งชื่อเป็นภาษาไทย” ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงในหลายกิจการที่จะทำให้โดดเด่นและไพเราะ ที่สำคัญคือ “รู้สึกภูมิใจในรากเหง้า” อาจเป็นไปได้ที่เราเลี่ยงไม่ใช้เพราะเราไม่รู้สึกว่าเราศิวิไลซ์ แต่ชาติอื่นช่างสลับกันศิวิไลซ์ในสายตาเรา อย่างภาษาเกาหลีที่มีคนแห่ไปเรียนกันมากในช่วงหลังมานี้ ก็เพราะรู้สึกว่าเกาหลีเป็นประเทศที่ศิวิไลซ์ขึ้นมา โทษเกาหลีไม่ได้เลย เพราะเขาฉลาดกว่าเรา รู้จักมองสิ่งเก่าด้วยสายตาใหม่ รู้จักปรับใช้ รู้จักสร้างความภูมิใจใหม่ๆ ให้บังเกิดกับคนในชาติและนอกชาติ คนไทยรุ่นเก่ากว่าก็จงอย่าโทษคนรุ่นใหม่อย่างเดียว จะโทษวัยรุ่นได้อย่างไรเพราะวัยรุ่นเป็นวัยที่เปิดรับอิทธิพลอยู่แล้ว คนรุ่นก่อนหน้าคือคนตัดสินใจว่าจะให้อะไรทะลักเข้ามาบ้างและปล่อยอะไรออกไปบ้าง

หรือตัวอย่างเรื่องภาษาแชทที่เถียงกันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของการสื่อสาร ห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ ปัญหาคือต้องเข้าใจว่าวิทยาการนั้นก้าวหน้าไปจนถึงขั้นที่ทำให้เด็กนั้น “จิตไม่ว่าง” ได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง สามารถถูกเรียกหรือเข้าถึงข้อมูลที่ตัวเองสนใจได้ตลอดเวลา และได้ทีละหลายๆ เรื่องพร้อมๆ กัน เรียกได้ว่า “รับเละ” คือรับทั้งวี่ทั้งวันจนขาดช่วงเวลาที่จะหยุดวิเคราะห์อะไรให้มันจริงจังไปสักเรื่อง ทำงานเบื่อๆ ก็กระโดดหนีไปอีกวินโดว์หนึ่ง เบื่อแล้วก็กลับมาใหม่ อยู่ๆ เพื่อนก็แชทผ่าขึ้นมาเฉยๆ ก็ต้องแชทให้ไวขึ้น จริงจังสลับเล่นอย่างนี้เป็นกิจวัตร สมาธิสั้นอัตโนมัติ เละ ความทันสมัยกลายเป็นโทษตามเคย

สรุปว่าทุกวันนี้บางคนถูกวิทยาการใช้ เมื่อเด็กอยู่ในโลกใดมากเขาก็ใช้ภาษาของโลกนั้น เมื่อขาดการวิเคราะห์อะไรนานๆ ก็พาลขาด “จิตสำนึก” ถึงขั้นไม่รู้ว่าเมื่อไหร่บ้างที่สมควรใช้ภาษาที่เป็นทางการ วิชาภาษาไทยที่เรียนแค่อาทิตย์ละไม่กี่ชั่วโมงย่อมเอาไม่อยู่ หากไม่มีปัจจัยอื่นเข้ามาช่วยเยียวยาเพิ่มเติม ออกจะสายไปเสียแล้วที่จะมารณรงค์ในสิ่งที่ไม่ถูกปลูกฝังให้รักและหวงแหนในชีวิตประจำวัน เด็กที่ถูกสร้างโดยผู้ใหญ่ที่อ่อนแอจะแข็งแรงได้อย่างไร?

ทุกวันนี้ แม้กระทั่งจำนวนของนักศึกษาที่มีศักยภาพในการเรียบเรียงถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ด้วย “คำพูด” ในชั้นเรียนก็ลดลงไปทุกปี ถึงขั้นที่เล่าเรื่องทั่วไปไม่รู้เรื่อง เล่าตรงนี้ที ตรงนั้นที เหมือนสลับวินโดว์ ให้เขียนเรียงความก็เขียนเรื่องราวไม่ปะติดปะต่อ สะกดคำง่ายๆ ไม่ถูกจนน่าตกใจ แถมยังไม่ชอบการค้นคว้าซึ่งผิดมหันต์ต่อความเป็นนักศึกษา ในส่วนนี้ยังทำความเข้าใจไม่ได้เลย แต่คาดว่าคงเป็นเพราะการเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายเกินไป และอาจกลัวการย่อยปริมาณข้อมูลที่มาก ครั้นเมื่อถูกท้วงติงก็ไม่เห็นความสำคัญที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข แต่ที่น่าตำหนิที่สุดก็คือการไม่รู้ว่า “ภาษาที่ถูกต้อง” นั้นเป็นอย่างไร แหกกฎก่อนรู้กฎ และเด็กเองก็ดูจะไม่สนเสียแล้ว เพราะโลกเสมือนที่ตัวเองเข้าไปอยู่บ่อยกว่า ล้วนมีสิ่งที่สร้างตามอำเภอใจได้ มีตัวตนใหม่ก็ได้ เต็มไปด้วยเพื่อนฝูง เด็กอาจรู้สึกเข้มแข็งและมีความสุขกว่าโลกภายนอก ในจุดนี้สามารถชี้ให้เห็นได้ชัดเลยว่าความทันสมัยของวิทยาการจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมากระหว่างเด็กที่ใช้เป็น และเด็กที่ใช้ไม่เป็น

สำหรับปัจจัยที่จะช่วยเยียวยาเพิ่มเติมได้ง่ายๆ ก็เป็นเรื่องในระดับบุคคล คือ “เราทุกคน” ต้องหันมาสนับสนุนการใช้ภาษาไทยอย่างจริงจัง ถูกต้อง ถูกกาลเทศะ มีความจำเป็นอย่างสูงที่ต้องปรับเปลี่ยนมุมมอง ทัศนคติให้เข้าที่เข้าทางเสียที มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่ภาษาที่เราใช้แม้กระทั่งคิด จะเป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกเชิดชูในระดับสามัญสำนึกของผู้ใช้ มันไม่สำคัญว่าเรามีเชื้อชาติอะไรบ้าง หากเราใช้ภาษาใดเราควรเคารพภาษานั้น ชาติที่ไม่เคารพภาษาตนเองมีแต่จะล่มสลายลงไปเท่านั้น เพราะภาษาเป็นเครื่องมือที่ใช้สร้างและถ่ายทอดทัศนคติ หากรักภาษาก็จะเป็นคุณกับตัวเองและกับชาติ

หากภาษาเป็นสิ่งที่ไม่ทรงพลังที่สุด เราคงไม่ต้องมาหัดพูดภาษาอังกฤษ มีภาษาอังกฤษเต็มบ้านเต็มเมืองอย่างนี้ ลองหันมาค้นพบตัวเองอีกครั้งว่าเราภูมิใจขณะที่คิด พูด อ่าน เขียน หรือไม่ รู้สึกมีเอกลักษณ์พอไหมกับภาษาที่มีคนใช้อยู่แค่หลักสิบล้านคนในโลกนี้ บางคนอาจเคยพบกับกรณีของคนไทย ที่เกิดและโตในเมืองไทยมาตลอด แต่พอไปอยู่เมืองนอกไม่กี่ปีก็พูดภาษาไทยเหมือนกับนางงามอิมพอร์ต เป็นปรากฎการณ์ที่น่าอดสูมาก คนแบบนี้คงไม่รู้สึกว่าตัวเองศิวิไลซ์ ขนาดคนป่าเขายังรู้จักภูมิใจในภาษาและเผ่าพันธ์ุ ไม่ต้องมัวอายหากเราพูดภาษาของคนอื่นได้ไม่ดีเท่าไหร่ แต่จงอายหากพูดภาษาของตัวเองไม่ดี

ปัญหาในวิชาออกแบบเลขนศิลป์(เรขศิลป์) ก็ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ นักศึกษาจำนวนมากแสดงท่าทีที่หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาไทยในการทำงานอย่างชัดเจนมากเพราะเติบโตมากับทัศนคติที่มีต่อภาษาไทยในทางล้าสมัย เมื่อไม่สนใจก็ขาดความรู้ความเข้าใจ เราจึงสามารถพบเห็นนักออกแบบเพื่อการสื่อสารมีปัญหาในการเลือกใช้คำไทยที่เหมาะสมกับเนื้องาน และเมื่อต้องนำคำที่เลือกมาสื่อสารผ่านการจัดวางตัวอักษรอีกทีหนึ่ง ก็ยิ่งทำให้เกิดปัญหาทับซ้อน กลายร่างเป็นเครื่องผลิตผลงานที่ “ไม่สื่อและไม่สวย” แถมยังมีค่านิยมชอบใช้ภาษาอังกฤษมากจนถึงมากที่สุด เพราะรู้สึกว่าทำให้งานดูเท่ห์ ดูเป็นสากล แต่ยิ่งสาหัสเพราะลำพังเพียงภาษาแม่ยังไม่สามารถใช้การให้ดีได้ นับประสาอะไรกับภาษาอื่น ทั้งสะกดผิด ทั้งผิดไวยากรณ์ แต่ก็ไม่เคยตรวจสอบทั้งที่ทำได้ง่าย สุดท้ายก็เอามาจัดวางขยายใหญ่มากเป็นข้อความหลักบนผลงานที่ “ไม่สื่อและไม่สวย” ภาคภาษาอังกฤษ พังทั้งสองภาษาในระดับอุดมศึกษา

ปัญหาของการอนุญาตให้นักศึกษาใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารในงานออกแบบโดยไม่จำเป็น ก็เป็นปัญหาผูกพันแบบงูกินหาง กล่าวคือ การสอนเกี่ยวกับเลขนศิลป์(เรขศิลป์) และ อัขรศิลป์ ในบ้านเราเน้นที่เรื่องของการจัดวาง การทดลอง การทำแบบฝึกหัด โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นแบบฝึกหัดมากเกินไป เน้นที่การแสดงออกทางตัวอักษรขั้นพื้นฐานโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสำคัญ อาจารย์ที่รับผิดชอบการสอนอักขรศิลป์ก็ตกอยู่ในวังวนเดียวกันกับนักศึกษา เพราะเป็นแบบแผนการสอนที่วนกันไปมาจนทบรุ่น และกลายมาเป็นเรื่องมาตรฐาน ผลของพฤติกรรมต่อเนื่องนี้ยังส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาโดยลำดับ

ความเชื่อที่ถูกทำให้เชื่อโดยไม่คิดแก้ปัญหา การออกแบบหรือการที่บุคคลมีพัฒนาการมาเป็นนักออกแบบ บนพื้นฐานความเชื่อที่ฝังหัวมาจากรุ่นสู่รุ่นในเรื่องของ “ความยาก” ในการจัดวางตัวอักษรภาษาไทย ความเชื่อที่ว่าแบบตัวอักษรไม่อำนวย ความเชื่อที่ว่าไม่ค่อยมีแบบตัวอักษรให้ใช้ ความเชื่อเหล่านี้รุนแรงมากจนทำให้นักออกแบบเลือกที่จะเบือนหน้าหนีปัญหา และหันไปเลือกใช้ภาษาอังกฤษแทน เพราะความสะดวกและความง่ายในการทำให้งานออกมาดูร่วมสมัย พัฒนาการทางการจัดวางตัวอักษรไทยจึงไม่เกิด

หลายคนซื้อความคิดที่ว่าการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร และการออกแบบนั้นทำให้งานออกมาดูร่วมสมัย ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมากว่า เหตุใดข้อสรุปเช่นนี้จึงทำให้นักออกแบบจำนนต่อการออกแบบของตนเอง นักออกแบบยินดีที่จะทนกับปัญหาทางภาษา ใช้ภาษาอังกฤษถูกบ้างผิดบ้าง พยายามจะคิดประโยคหรือข้อความที่จะสื่อสารบนตัวพาดหัวเป็นภาษาอังกฤษ แต่กลับไม่ยอมใช้ภาษาไทยให้ได้ดี

นอกจากแบบของตัวอักษรละตินที่ใกล้เคียงกับเรขาคณิต จะเป็นข้ออ้างยอดนิยมที่ถูกยกมาต่อรองเหตุและผลของการไม่ใช้ภาษาไทย แต่เมื่อพิจารณาโดยคำนึงถึงปัจจัยที่ตัวอักษรเป็นภาษา จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า ปัญหาที่แท้จริงนั้นน่าจะอยู่ที่ความเข้าใจในภาษาอังกฤษที่มีน้อยกว่าทำให้เราสามารถรับรู้ตัวอักษรละตินเป็นรูปทรง(ฟอร์ม) ได้มากกว่าเป็นตัวอักษร เพราะเมื่อเป็นตัวอักษรภาษาไทยที่สามารถอ่านได้คล่อง จึงทำให้การรับรู้ของเราข้ามรูปทรงของแบบตัวอักษรไปที่การอ่าน ส่วนเรื่องของการจัดวางตัวอักษรไทยที่มีรูปทรงหลากหลาย มีสูงมีต่ำนั้น นักออกแบบมีหน้าที่จัดวางให้ดีบนเงื่อนไขของภาษาไทย ไม่ใช่มาอ้างแบบตรรกะไม่ทำงานว่าจัดยาก จัดแล้วไม่สวย จัดแล้วดูไม่เสมอสวยงามเหมือนตัวอักษรละติน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ การจัดภาษาไทยก็ย่อมต้องสวยแบบภาษาไทย ภาษามีข้อแม้แบบนี้ ก็ต้องจัดการให้ดีที่สุดบนเงื่อนไขที่มี

จะว่าไปแล้วตัวอักษรละตินนั้นก็ไม่ได้มีลักษณะของการลดทอนรูปอย่างจริงจังจนกระทั่งก่อนยุค๕๐ ความรู้สึกต่อนักออกแบบที่ตัวอักษรละตินมีความเป็นเรขาคณิตมากขึ้น น่าจะเป็นผลข้างเคียงของการพัฒนาตัวอักษรไร้เชิงฐานเสียมากกว่า ซึ่งกรณีนี้ยังผูกพันอยู่กับความสามารถในการอ่านที่เปลี่ยนไป ความสามารถในการอ่านที่ถูกพัฒนาขึ้นมาพร้อมกับแบบตัวอักษรใหม่ สอดคล้องกับพฤติกรรมการจัดวางที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ยึดโยงกันอยู่ แบบตัวอักษรภาษาไทยก็สามารถพัฒนาการเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยได้ แบบตัวอักษรไทยรุ่นใหม่ๆ ก็มีความเป็นสากลมากขึ้นเพื่อสอดคล้องกับแนวโน้มการออกแบบในปัจจุบัน

อันที่จริงปัญหาทางอุปกรณ์และวิทยาการก็ได้ถูกแก้ไขให้เบาบางลงมากแล้ว จึงไม่น่าจะมีเงื่อนไขใดๆ ในการไม่เลือกใช้การออกแบบสื่อสารด้วยภาษาไทย จำนวนฟอนต์ใหม่ที่ร่วมสมัยก็มีมากขึ้น นับได้ว่าเป็นช่วงที่พร้อมที่สุดสำหรับการพัฒนาแบบตัวอักษร และพัฒนาการจัดวาง แบบตัวอักษรไทยก็มีให้เลือกมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ความรู้เรื่องการผลิตและโปรแกรมก็มีผู้เข้าถึงมากขึ้นกว่าทุกยุค

การที่นักออกแบบทำให้ลูกค้าเชื่อ หรือสนับสนุนความเชื่อของลูกค้า ที่ว่าใช้ภาษาไทยแล้วเชย จนเกิดเป็นวงจรที่ทั้งนักออกแบบและลูกค้าต้องการใช้ภาษาอังกฤษ ในหลายกรณีทีเดียวที่หากเราพิจารณาเหตุและผลทางการออกแบบแล้ว แทบจะไม่มีความจำเป็นในการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารสำหรับโจทย์นั้นๆเลยด้วยซ้ำ  เราสามารถเห็นได้จากชื่อกิจการเป็นต้น ต่อเนื่องมายังการนำชื่อกิจการมาทำเป็นโลโก้ไทป์ ชื่อกิจการภาษาไทย และการใช้ภาษาไทยสำหรับตัวย่อในการทำเป็นโลโก้ไทป์ไม่มีพัฒนาการเท่าที่ควร มิหนำซ้ำกลับถูกยัดเยียดให้สังคมมองว่าเป็นเป็นการสะท้อนแนวทางที่เชยและล้าสมัย

ลูกค้าก็เป็นมนุษย์ที่ใช้ภาษาสื่อสารด้วยการ คิด พูด อ่าน เขียนเป็น ไม่แพ้นักออกแบบ จึงถือว่าลูกค้ามีต้นทุนเท่ากัน แต่เขาแค่ต้องการพึ่งพาความสามารถในการสื่อสารด้วย “ภาพ” และ “ตัวอักษร” ของนักออกแบบ เพราะเขาไม่ได้ถูกฝึกมา แล้วถ้าตัวนักออกแบบมีความสามารถในส่วนต้นทุนที่ด้อยกว่าลูกค้า จะไปใช้ความสามารถในระดับถัดไปอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร? ในเมื่อมันยากกว่ามากเขาถึงได้มาจ้างให้ทำ ถ้าทำได้เขาก็ทำเองซึ่งทุกวันนี้บางอย่างเขาก็ทำเองจริงๆ เพราะเขามีอุปกรณ์ เปลือกนอกของการออกแบบทุกวันนี้ก็ทำให้เขาเชื่อเช่นนั้น หากลูกค้าไม่รู้สึกว่านักออกแบบมีความสามารถในการสื่อสารระดับปรกติที่ทัดเทียมกับเขาเป็นอย่างน้อย ใครเขาจะไว้ใจให้ทำงาน การเป็นนักออกแบบเพื่อการสื่อสารที่ดี ก็ต้องใช้ทักษะทางภาษาเป็นพื้นฐาน อาจจะต้องเริ่มที่การเล่านิทานอีสปให้มีอรรถรสให้ได้เสียก่อน และที่สำคัญคือต่อไปนี้ไม่ว่าจะเล่านิทานเรื่องใดให้ลูกค้าฟัง หากเป็นไปได้ก็ควรเลือกที่จะเล่าเป็นภาษาไทย

ปัญหาต่างๆ ที่ได้ยกตัวอย่างมา เป็นปัญหาในชั้นความรู้สึกเบื้องลึก และถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่แรง อยากจะฝากถึงคนไทยทั้งรุ่นใหม่และรุ่นก่อนๆ ที่ไม่ค่อยสบาย ว่าคุณกำลังวิ่งหนีรากเหง้าที่ไม่มีความผิดอะไรเลย ขอใช้คำว่าทุกคนต้อง “หัด” ตั้งค่าทัศนคติต่อความเป็นไทยกันใหม่ ให้ “ความนิยมในการใช้ภาษาไทย” เป็นหมวดตัวเลือกอัตโนมัติ (default) คืออะไรๆ ที่มีคุณภาพ เข้าท่า ถูกที่ถูกทาง ใช้การได้ดี ต้องไทยไว้ก่อน คือช่วยสนับสนุนกันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อีกหน่อยคนจะได้ไม่มีข้ออ้างในการทำอะไรชุ่ยๆ ในปัจจุบัน ออกมาให้เป็นความยากลำบากต่อมวลรวมสำหรับทุกคนในอนาคต

แต่ความจริงอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่มีใครชอบฟังก็คือ การช่วยกันรักชาติในตอนนี้ มันออกจะสายไปอีกแล้ว แต่กรุณารักขณะที่ยังมีให้รัก ชาติอาจยังมีโอกาสให้เรา คุณรักชาติช่วงนี้ไม่มีใครว่าคุณดัดจริต ไม่รักสิดัดจริต สมการนั้นง่ายมาก รักชาติ ชาติอยู่ ไม่รักชาติ ชาติไป เอาเป็นว่าในวันนี้เราลืมตาขึ้นมาแล้ว พบว่า “เราเป็นคนไทย” การรักภาษาประจำชาติในมิติต่างๆ ของการนำไปใช้ เป็นจุดเริ่มต้นของความภูมิใจ