สถาวิทย์ ฤาชา
มิถุนายน ๒๕๕๓
➜ ช่วงต้นปีที่ผ่านมาผมลืมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คไว้ที่ร้านเคเอฟซี กว่าจะนึกขึ้นได้ว่า “ลืม” มันก็ผ่านไปแล้วกว่า ๒๔ ชั่วโมง เป็นที่ทราบกันว่าการที่จะไปตามทวงของจากความเผลอเลอนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผมได้แต่ถามตัวเองว่าทำไมเราจึงขาดสติได้เป็นช่วงเวลายาวนานเช่นนั้น อย่างไรก็ดีเจ้าโน้ตบุ๊คเครื่องนั้นมันก็ได้หายไปแล้ว เป็นอันว่าแผนที่วางไว้ว่าจะใช้คอมพิวเตอร์เครื่องนี้ในการทำงานหารายพิเศษได้ก็ต้องสะดุดไปพร้อมๆกัน แต่ที่เสียดายมากกว่าตัวคอมพิวเตอร์เองก็คือข้อมูลที่บันทึกเก็บเอาไว้ต่างหาก คิดทีไรก็พาลให้เสียใจปนเสียดายขึ้นมาทุกที
ในช่วงเดียวกันก็มีความเสียใจหลายๆรูปแบบเกิดขึ้นรอบๆตัว ความเสียใจเรื่องโน้ตบุ๊คหายนั้นเทียบไม่ได้กับเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงพฤษภาคมที่ผ่านมา เรื่องร้ายๆ มีขึ้นอย่างมากมายและต่อเนื่อง ทำให้หลายๆ คนเกิดความสับสน และสร้างความขัดแย้งขั้นรุนแรง หาทางออกที่เหมาะสมไม่ได้
ในระหว่างที่ประกาศใช้มาตรการเคอร์ฟิวส์กันนั้นทำให้มีเวลาได้อยู่กับตัวเองมากเป็นพิเศษ ประกอบกับเป็นช่วงที่ผมเริ่มทำงานประจำหลังจากเรียนจบมาหมาดๆ มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับการเข้าสู่โลกของการทำงานเสียนี่กระไร บรรยากาศเช่นนี้ หัวข้อการสนทนาในสถานที่ทำงานก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องของเหตุการณ์บ้านเมืองได้ นานาทัศนะเกี่ยวกับการแนวทางการแก้ไขเป็นเรื่องปกติในแต่ละวัน ในจุดหนึ่งมันทำให้ผมตระหนักว่าสังคมจะดีอยู่ได้ หน้าที่ของแต่ละคนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เราสามารถเริ่มการเปลี่ยนแปลงได้ที่ตัวเรา
หลังจากความวุ่นวายในบ้านเราสงบลง มันทำให้ผมฉุกคิดอะไรบางอย่าง จึงเริ่มที่การตั้งคำถามกับตนเองว่า ในฐานะนักออกแบบ เราจะทำอะไรที่ช่วยประเทศไทยได้บ้าง สำหรับผมการไปร่วมอยู่ในกลุ่มของสีเสื้อต่างๆในทัศนะผม ดูจะไม่ใช่ทางออกที่ได้ผล ต้องถามตัวเองว่า “หน้าที่ของเราคืออะไร เราเป็นนักออกแบบใช่ไหม เราสามารถช่วยทำให้ประเทศเราดีขึ้นได้โดยการออกแบบ” เป็นประโยคง่ายๆ ของนักออกแบบที่ต้องเตือนตัวเองให้รู้จักหน้าที่ เรากำลังทำอะไรอยู่ ทำไมเราไม่ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด? คำตอบที่ดีที่สุดของทุกคนที่จะช่วยประเทศไทยได้
แนวคิดโครงการพัฒนาการออกแบบย่อมๆจึงเกิดขึ้นมา ผนวกกับการให้การสนับสนุน และเห็นดีเห็นงามด้วยของสังกัดงานของผม คัดสรรดีมากเป็นบริษัทที่มีทัศนะคติเกี่ยวกับการออกแบบและสังคมในแนวทางนี้อยู่แล้ว ทุกอย่างจึงดูคล้องจองกันไปหมด โครงการเล็กๆที่ว่าก็คือการชี้ให้เห็นปัญหาของทักษะงานออกแบบเลตเทอร์ริ่งภาษาไทย (Lettering) ที่นับวันลดน้อยถอยจำนวนลงไปอย่างมาก ยิ่งในช่วงหลังจากใช้คอมพิวเตอร์มาเป็นอุปกรณ์หลักในการออกแบบ
เมื่อมาทำงานเกี่ยวกับการออกแบบตัวอักษรโดยตรง มันทำให้สายตาผมละเอียดมากขึ้น ผมมองเห็นปัญหาที่เมื่อก่อนผมมองไม่เห็น ผมเห็นงานออกแบบเลตเทอร์ริ่งที่มีเจตนาที่ดีมากมาย สามารถพัฒนาต่อยอดออกไปได้ไกลแต่กลับประสบปัญหาในขั้นตอนการทำงานเพราะการพยายามแก้ปัญหาทางการออกแบบด้วยนักออกแบบกราฟิก แทนที่จะเป็นนักกราฟิกที่เข้าใจงานออกแบบเลตเทอร์ริ่ง หรือจะให้ดีที่สุดคือถึงมือนักออกแบบตัวอักษร
ผมเกิดความเสียดายบวกกับคันไม้คันมืออยากจะขัดแต่งสิ่งที่พบเห็นให้ลงตัวมากขึ้นในแนวทางที่ผู้ออกแบบดั่งเดิมมีเจตนาไว้ นอกจากจะได้งานที่ดีที่สุดในแนวทางเดิมแล้ว ยังส่งเสริมให้เกิดความคาดหวังที่จะเห็นงานออกแบบเลตเทอร์ริ่งที่ให้ความสนใจในรายละเอียดจากผู้ดูอีกด้วย
ผมเองเลือกที่จะหยิบยกตัวอย่างงานเลตเทอร์ริ่งมีปัญหาแต่สามารถพัฒนาไปได้อีก นำมาบริหารจัดการพื้นที่เสียใหม่ ขัดเกลาทำความสะอาด ตอบโจทย์ด้วยวิธีเดิมแต่ดูสมเหตุผลมากขึ้น โดยมิได้มีเจตนาลบหลู่ จึงต้องยำ้กับตนเองเสมอระหว่างการทำงานว่า เราต้องให้เกียรติผลงานของเจ้าของเดิมที่เป็นผู้ออกแบบไว้ เราต้องเก็บความตั้งใจในการออกแบบ
เรื่องเทคโนโลยีก็มีส่วนไม่น้อยในการทำให้เลตเทอร์ลิ่งกลายเป็นศาสตร์ที่สูญหาย ในปัจจุบันนี้ความง่ายของการเข้าถึงชุดตัวพิมพ์สำเร็จรูปมีส่วนอย่างยิ่งในการสร้างวิธีการทำงาน จัดการกับตัวอักษรแบบมักง่าย ชุดตัวพิมพ์ก็มีให้เลือกสรรกันอย่างมากมาย นี่คือกับดักดีๆนี่เอง ที่นักออกแบบคนรุ่นๆเดียวกันกับผมคงต้องมองให้เห็นในระหว่างทำงานออกแบบ เรามักเกิดความลังเลระหว่างประสิทธิภาพและประสิทธิผลว่าอย่างไหนตอบโจทย์ได้ง่ายและเร็ว กลายเป็นข้อสรุปในการข้ามทักษะเลตเทอร์ริ่งไป น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่เราจะสามารถเห็นงานเลตเตอร์ริ่งที่สวยและดี ได้จากยุคเก่าที่คอมพิวเตอร์ยังไม่มีบทบาทมากนัก เช่น งานใบปิดภาพยนตร์ เครื่องดื่มน้ำอัดลม หัวหนังสือนิตยสารเก่า เป็นต้น บางครั้งข้อจำกัดก็เป็นตัวแปรที่ทำให้เกิดงานที่น่าสนใจ
อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เลตเทอร์ริ่งในประเทศไทยไม่แพร่หลาย และเลตเทอร์ริ่งนั้นเหมือนตกอยู่ในสภาพครึ่งๆ กลางๆ ไม่มีความชัดเจนว่าหน้าที่นี้เป็นของระหว่างนักออกแบบกราฟฟิก หรือ นักออกแบบโฆษณา และหรือนักออกแบบตัวอักษร อันนี้ก็ดูว่าจะเป็นปัญหาอยู่มาก ที่จริงแล้วนั้นเรื่องนี้ไม่น่าเป็นปัญหาหากเราหยุดและฉุกคิดสักนิดนึงถึงคำว่าผู้ชำนาญการเฉพาะทาง
งานใกล้ตัวที่หยิบมามาเป็นกรณีศึกษา และคิดว่าน่าจะเห็นได้ชัดคือ โลโก้ ขสมก. ที่มีปัญหาอย่างมากแต่ผมก็ไม่เคยได้ยินใครนำประเด็นนี้มาชี้ให้เห็น ทั้งๆที่มันใกล้ตัวเรามากขนาดนี้ จากตัวต้นฉบับนั้นมีความตั้งใจ ทำตัวหนังสือให้เอน แต่ปัญหาที่พบคือคุณภาพการเขียนขึ้นรูปตัวอักษร เรื่องน้ำหนักเส้น ความสมดุลย์ องศา จุดโค้งเว้า ความเอนความเอียงไม่ชัดเจน ในที่สุดก็ออกมาอย่างที่เราเห็นกัน อดแปลกใจไม่ได้ว่าไม่เห็นมีเพื่อนนักออกแบบรุ่นเดียวกันที่โตมาพร้อมกับโลโก้นี้ออกมาวิพากษ์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว
อีกตัวอย่างหนึ่งที่อดไม่ได้ที่ต้องยกขึ้นมาคือ แฟรนไชน์ชื่อดังอย่าง เคเอฟซี น่างุนงงมากที่ไม่มีงานเลตเตอร์ริ่งภาษาไทยอย่างเป็นเรื่องราว แต่มีงานการจัดวางตัวอักษร (Typesetting) โดยใช้ฟอนต์สำเร็จรูป ไม่สนใจที่จะทำตัวภาษาไทยให้เข้ากับตัวต้นฉบับภาษาอังกฤษ ทั้งๆที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนเป็นอย่างมาก ในฐานะลูกค้าประจำ กรณีนี้จึงไม่ทำให้เคเอฟซีเกิดความน่าจดจำขึ้นกับท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นนโยบายทางการตลาดหรือเปล่าผมไม่อาจทราบได้ ผมทราบแค่ว่าถ้ามีภาษาไทยแล้วความรู้สึกใกล้ชิดและเข้าถึงน่าจะทำได้ดีกว่าตัวภาษาอังกฤษ
ข้ามมาดูที่วงการสิ่งพิมพ์ ตัวอย่างอาทิเช่นงานเลตเทอร์ริ่งหัวหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ รวมๆนั้นค่อนข้างสมบูรณ์ลงตัว แต่หากสังเกตก็จะพบจุดอ่อนที่หลบเอาไว้ใต้โต๊ะผู้จัดการ คือ มุมที่มีลักษณะโค้งไม่รับกับ เส้นนอก-ใน ตัวอักษรจึงดูปูดโปนในบางพื้นที่ โดยเพาะตัว ‘ผ’ จะมีปัญหามากเป็นพิเศษ อีกทั้งเรื่องของไม้โทและไม้หันอากาศ ดูมีความหนาบางไม่เท่ากัน ไม่สอดคล้องตามตัวพยัญชนะที่มีลักษณะเป็นเส้นตัั้ง-นอน น้ำหนักเดียวกันหมด
ล่าสุดกับอีกตัวอย่าง ค่อนข้างขัดใจทุกครั้งเมื่อมองเห็น เพราะสามารถพบได้แทบจะทุกแห่งทุกที่ ‘เป๊บซี่’ ใหม่ ซึ่งปรับมาได้ไม่นาน เป็นการเขียนตามภาษาอังกฤษ แต่เห็นปัญหาใหญ่จริงๆ ตรงจุดเล็กๆ ของตัว ซ. ด้วยจริตของตัวภาษาอังกฤษต้นแบบนั้น เน้นในเรื่องของทรงเรขาคณิตมาก แต่เหมือนภาษาไทยถูกจัดการได้ไม่ลงตัวนักเสียทีเดียว น่าจะให้ผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องของตัวอักษรปรับให้หากไม่สามารถบริหารพื้นที่ภายใน ซ.โซ่ ได้อย่างอย่างสมดุลย์ น่าตกใจตรงที่แบรนด์ขนาดใหญ่ไม่ปล่อยรายละเอียดเช่นนี้ให้เป็นหน้าที่ของนักออกแบบตัวอักษร
ในหลายๆครั้งที่เลตเทอร์ลิ่งต้องแปรสัญญาณให้สามารถส่งสารและความใกล้ชิดกับภาษาท้องถิ่นได้อย่างเข้าถึง โดยที่ไม่เสียรสชาติของภาษาดั้งเดิม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจริงๆ เท่านั้นที่จะสามารถตอบโจทย์ได้มากกว่าปัญหาที่มองเห็นด้วยตาเปล่า งานเลตเทอร์ริ่งต้องให้ผู้เชี่ยวชาญแก้ไขปัญหา
จากงานตัวอย่างที่ยกข้างต้น ผมคงไม่อาจบอกว่าสิ่งที่ผมแก้ไขนั้นเป็นการจัดการกับปัญหาได้ดีที่สุด เพียงแต่อย่างน้อยนั้นอยากให้น้ำหนักของเรื่องนี้เพิ่มขึ้นในสังคม สังคมเกิดความคาดหวังในงานออกแบบ เท่านั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว
ผมพบว่าการเป็นนักออกแบบนั้นต้องเห็นความสำคัญของผู้รับรู้งานของเรา เราต้องทำงานโดยให้เกียรติผู้เสพงานออกแบบด้วยเช่นกัน เพราะงานออกแบบก็มีส่วนช่วยสร้างความคาดหวังต่องานออกแบบ เราในฐานะนักออกแบบก็ควรเห็นความสำคัญของผู้อื่นไม่น้อยไปกว่ากัน เพียงผู้ที่มีหน้าที่ต่างๆ สามารถใช้ทักษะฝีมือได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีความรับผิดชอบขั้นต้นต่อตนเอง สำนึกของการรับผิดชอบต่อผู้อื่น มันก็จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
เรื่องโน้ตบุ๊คที่หายไปในร้านเคเอฟซี ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำเครื่องมือหาย การทำงานโปรเจคนี้ทำให้ฉุกคิดได้ว่าทักษะการทำเลตเทอร์ลิ่งเลือนหายไปพร้อมกับการมาถึงของคอมพิวเตอร์และฟอนต์สำเร็จรูป ทำไมนักออกแบบกราฟิกเราขาดสติเรื่องทักษะเลตเทอร์ริ่งได้นานขนาดนั้น คิดดูแล้วก็ตลกดีที่ทักษะการทำเลตเทอร์ริ่งของผมเกิดขึ้นหลังจากผมทำคอมพิวเตอร์หาย การหายไปของคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คนั้นเทียบไม่ได้กับการหายไปของทักษะ
คิดได้แบบนี้ก็เสียดายโน้ตบุ๊คที่หายไปน้อยลง ผมได้พบกับข้อเท็จจริงที่ว่างานออกแบบไม่ได้เป็นทักษะโดยตรงที่เกี่ยวพันกับคอมพิวเตอร์เสมอไป และการที่เราเป็นนักออกแบบเราก็สามารถแก้ปัญหาใหญ่ๆ ระดับบ้านเมืองได้ เริ่มจากการทำงานออกแบบของเราให้ดีที่สุด เห็นปัญหาในอาชีพของเราและชี้ให้ชัด อย่างน้อยปักป้ายให้ทราบว่าปัญหาอยู่ตรงไหน หากอยู่ในวิสัยที่เราแก้ได้จงพยายาม
