พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์
เมษายน ๒๕๕๓
➜ อะไรคือความเป็นไทยที่คุณภูมิใจ? ยิ้ม/เอกราช/ช้าง/มวย/ลายกนก/ธงไชย ใจดี/ขนมหม้อแกงใหญ่ที่สุดในโลก/อาภัสรา ฯลฯ
จะเห็นเลยว่า อะไรที่ดีๆ มันก็หยิบขึ้นมาภูมิใจได้ทั้งนั้นแหละ ไม่ต้องมองย้อนอดีตเพียงอย่างเดียวหรอก น่าคิดว่าวิถีชีวิตของคนไทยโบราณที่มีความเป็นอยู่แบบบ้านๆ พูดจาเชยๆ ได้ทำปฎิกิริยาอะไรกับความรู้สึกของเราหนักหนา
จริงๆ แล้วเราไม่รู้ตัว ว่ามันไม่ใช่แค่เพราะเรื่องราวของความกล้าหาญและเสียสละเท่านั้น แต่เป็นเพราะพวกเค้าแค่เป็นคนไทยที่ยังชอบตัวเองอยู่ต่างหากล่ะ
และเราก็ประทับใจที่สุดตรงนี้แหละ
พวกเขาไม่ไฮเทค ไม่ศิวิไลซ์ ไม่พูดไทยปนอังกฤษ แต่พูดได้เต็มปากว่าภูมิใจในตัวเอง เพราะรู้จักให้คุณค่าในสิ่งที่ทำ และมันเป็นสิ่งที่คนไทยในปัจจุบันกำลังโหยหา
“ความเป็นไทย” สมควรเป็นคำที่เมื่อคนไทยได้ยินแล้วต้องรู้สึกภูมิใจ “ทันที” แต่ถ้ามัน “ชะลอ” แปลว่าเรามีปัญหาด้านทัศนคติที่ถูกต้องกับมัน
อย่างที่รู้กัน ประเทศเรามีศิลปะ วัฒนธรรมที่ดีงาม มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตั้งอยู่บนภูมิประเทศที่สมบูรณ์ ปลอดภัย ผู้คนอัธยาศัยดี เป็นมิตร สงบและพิถีพิถัน
มีปัจจัยหลายอย่างที่เอื้อให้เราสามารถเป็นประเทศที่สง่างามที่สุดในโลกได้ประเทศหนึ่ง แต่เรามีข้อเสียที่ไม่ควรมีบางข้อที่มาบดบังข้อดีนับร้อยของเรา
หนึ่งในนั้นก็คือการมีใจที่เชย
ความจริงสิ่งดีๆ ที่เรามีอยู่มันไม่เคย “เชย” ที่ว่าไม่เชยก็เพราะว่าทุกสิ่งที่เราสมมติและสร้างขึ้นมา ล้วนมีจุดประสงค์ในการรับใช้เราทั้งสิ้น ความเชยนั้นจึงเกิดขึ้นจากใจของคนที่ใช้มันไม่เป็น ไม่เข้าใจว่าของบางอย่างต้องได้รับการอนุรักษ์ไว้เพื่อการอนุรักษ์ และบางอย่างต้องได้รับการปรับใช้ด้วยความเคารพ เพื่อให้ทันยุค เหมาะสมสอดคล้องกับชีวิตประจำวันที่เรียบง่ายขึ้นทุกที โดยไม่สูญเสียจิตวิญญาณดั้งเดิมที่มีอยู่ และนั่นคือสิ่งที่ชาวโลกเขาทำกัน
ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมง่ายๆ เช่น เราสามารถมีชุดประจำชาติที่ใส่ได้ทุกวันโดยที่ไม่ร้อน มีป้ายภาษาไทยสวยๆ เต็มบ้านเต็มเมือง แย่งกันซื้อของไทย ชอบชื่อไทย มีละครที่ไม่เสริมสร้างความเกลียดชัง ยกมือสวัสดีอย่างสง่าผ่าเผย นิยมส่งลูกเรียนรำไทยควบคู่กับการเรียนคุมอง งานแต่งงานที่ไม่มีรูปชุดกิโมโน ไวโอลิน หรือตัดเค้กปลอมให้เมื่อย ส่งออกวัฒนธรรมจนประเทศร่ำรวย ถือขนมหม้อแกงแล้วเท่ห์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ดีพอไหมกับเรา?
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ซื้อเทคโนโลยีมาตลอด มันทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น มีกิจกรรมเพิ่มมากมาย ส่งผลกระทบต่อการใช้เวลาอย่างมาก ความวิจิตรบรรจงจึงถูกลดทอนลงโดยลำดับ การก้าวเข้าสู่ปรัชญาโลกสมัยใหม่นี่เองที่ทำให้ความเป็นไทยเริ่มวิกฤติ เราขาดช่วงเปลี่ยนผ่านแบบค่อยเป็นค่อยไป ความทันสมัยมักมาแบบกระทันหัน เราจึงกลัวว่าการลดทอนหรือตัดบางอย่างออกไปจะทำให้สูญเสียรากเหง้าที่มีมายาวนาน ซึ่งตรงนี้เราทุกคนเข้าใจได้อยู่เหมือนกัน แต่มันคือดาบสองคม
การกลัวที่จะแตะต้องความเป็นไทยจนเกินไปในขณะที่ตัวเองก็เปลี่ยนแปลงไปหมดหัวจรดเท้า บวกกับวัฒนธรรมจากอีกหลายชาติที่สลับกันฮิตอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให้เกิดความหวงแหนแบบเก้ๆ กังๆ วางตัวไม่ถูก ตัดใจไม่ลง ขาดๆ เกินๆ ไปๆ มาๆ ก็เลยปรับใช้กันแบบลูกผีลูกคนไปหมดตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ คือทำไม่สุดสักทาง วิธีคิดที่ล้ำหน้าก็ถูกฉุดรั้งไว้ ระบบ ขั้นตอน ฝีมือและความประณีตในการแสดงออก ก็สู้คนโบราณไม่ได้แล้ว เมื่องานขาดคุณค่าและความลงตัว คนก็เบือนหน้าหนีไปชอบของอื่นกันหมด สรุปว่าทั้งโลกเขาพยายามที่จะเรียบง่าย แต่คนไทยกลับกลายเป็นคนเรียบยาก ความทันสมัยกลายเป็นโทษ
จริงๆ แค่เรารู้จักการย้ายความวิจิตรบรรจงที่มีอยู่ในตัว ข้ามฝั่งไปอยู่ในด้านวิธีคิดให้มากกว่าเดิม คือหนักคิดและวางแผนอย่างวิจิตรบรรจง รอบคอบเป็นพิเศษ แต่ใช้เวลาทำประหยัดขึ้น ก็จะทำให้อะไรดีขึ้นแบบก้าวกระโดดได้ การคิดเยอะแล้วทำน้อยไม่ได้เป็นปรัชญาใหม่และมันไม่ได้ชุ่ย ตรงกันข้าม มันลึกซึ้งและกลับช่วยรักษา “ความเป็นไทย” ที่ถามหากันจัง ให้คงอยู่ไปได้ในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องถูกนำไปบอกเล่าในพิพิธภัณฑ์ที่บ้านเราก็ไม่ค่อยสร้าง
จะบอกว่าไม่เข้าใจก็คงไม่ได้เพราะปรัชญาที่ว่านี้มันมีอยู่ในเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ที่ใส่อยู่ทุกวัน
เพราะฉะนั้นความถนัดในการปล่อยให้สิ่งต่างๆ มันเชยลงต่อหน้าต่อตาด้วยความจำนนเป็นเครื่องพิสูจน์ของความมี “ใจเชย” ถึงขีดสุด เราควรมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อความเป็นไทย เหมือนกับคนที่ต้องคบกันยาวๆ คือรู้จักธาตุแท้ รักษาและพัฒนาข้อดี ยอมรับและแก้ข้อเสียอย่างตรงไปตรงมา แต่หากไม่เห็นความสำคัญ เราทิ้งเขา เขาก็ทิ้งเราได้ จะได้ไม่ต้องไปหาสัญลักษณ์ต่างๆ ที่เป็นรูปธรรมมาแทนความเป็นไทยแล้วบอกว่ามันใช่ ซึ่งมันใช่เพียงส่วนเดียวเท่านั้น เราไม่ใช่ช้าง ไม่ใช่ธง ไม่ใช่ลายกนก ไม่ใช่อะไรที่สามารถใช้ภาพใดภาพหนึ่งแทนได้ แต่ความเป็นไทยที่ทุกคนคาดหวังคือภาพรวมในความรู้สึกที่สะท้อนจิตวิญญาณที่มีคุณภาพ อันนำไปสู่พฤติกรรมและการกระทำที่มีคุณภาพในแบบฉบับของเรา มันก็เท่านั้นเอง
ความเป็นไทยมันอยู่ตรงนี้ตลอดเวลาในทุกๆ ด้าน แค่คิดก็เจอแล้ว เราเหลือแค่การถามตัวเอง ว่าเราจะให้คุณค่าในสิ่งที่คิดและทำได้อย่างไร ทำยังไงเราถึงจะชอบตัวเอง ชอบกันเองในปัจจุบันและอนาคต การสร้างสิ่งดีมันไม่ได้ซับซ้อนเกินไปและมันก็อธิบายตัวเองได้ ตัวอย่างวิธีการก็มีให้เห็นเป็นฉากๆ มากเกินพออยู่แล้ว มัวแต่ปล่อยให้ความภูมิใจมัน “ชะลอ” วันหนึ่งมันก็จะ “หยุด” ในความรู้สึก แต่หากช่วยกันสร้าง “ความภูมิใจใหม่ๆ” ให้เกิดขึ้นในจิตใจของทุกคนได้สำเร็จก็จะไม่ใครต้องมาวิตกกังวลเรื่อง “กลัวไม่ไทย” ให้เปลืองอารมณ์ เพราะไม่มีใครพรากอะไรไปจากเราได้หรอก มีแต่เรานั่นแหละที่พรากกันเอง
