แสตมป์โดยสังเขป

ทความ Stamp in a Nutshell ของ เจิมสิริ เหลืองศุภภรณ์ นี้เป็นเวอร์ชั่นเต็มจากบทย่อที่ตีพิมพ์ในคอลัมน์ Design Now นิตยสารแฮมเบอร์เกอร์ ฉบับที่ ๑๔๒ ประจำเดือน เมษายน ๒๕๕๓

➜ แปลกดีที่ชีวิตทุกวันนี้ เราคุ้นเคยกับแสตมป์ เมื่อจะต้องสะสมแลกของในร้านสะดวกซื้อ หรือก็ต่อเมื่อไปเมืองท่องเที่ยวฮิตๆ แล้วร้านรวงพร้อมใจกันจัดมหกรรมโปสการ์ดแห่งชาติ มีโต๊ะนั่งพร้อมปากกาสารพัดสีให้เขียนโปรษณียบัตรติดแสตมป์ส่งถึงคนที่รักๆ ชอบๆ

แสตมป์เป็นมาตรวัดทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่สะท้อนภาพรวมของแหล่งที่มาได้อย่างดี เพราะนอกจากแสตมป์จะใช้เป็นการแสดงค่าอากรแล้ว ยังช่วยบอกเล่าเนื้อเรื่องแหล่งที่มาของจดหมายนั้นๆ ฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยที่แสตมป์จะกลายมาเป็นตัวแทนอย่างหนึ่งของความภูมิใจในชาติ เพราะอากรดวงจิ๋วเหล่านี้สามารถบอกได้ถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรม ความเจริญทางด้านสังคม ลักษณะวิธีคิด และแน่นอน “การออกแบบ”

ขณะที่โลกหมุนไปอย่างรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารทางไปรษณีย์ดูเหมือนจะก้าวไม่ทันอยู่ซักหน่อย ถึงจะปรับตัวครั้งใหญ่มีแมสคอทเป็นเจ้าหนูไปรษณีย์หน้าตาจิ้มลิ้ม และมีบริการเสริมเดลิเวอรี่สั่งอาหารจากร้านดังหลายจังหวัดส่งถึงบ้าน แต่เจ้าแสตมป์ดวงน้อยๆ ก็ยังคงหน้าตาเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน อาจเพราะต้องการคงความคลาสสิกเอาไว้ให้คนรุ่นหลัง ก็สุดจะคาดเดา

นับว่าการปรับปรุงให้ไปรษณีย์ร่วมสมัยและสามารถดำรงอยู่ในธุรกิจได้ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ทัศนวิสัย เพราะต้องทำความเข้าใจพฤติกรรมและแบบแผนการสื่อสารที่เปลี่ยนไป ถึงแม้จะดูช้าไปสักนิดสำหรับบ้านเราที่สมัยนิยมในการส่งจดหมายทางไปรษณีย์ได้หมดยุคลงแล้ว ประกอบกับความที่เราไม่นิยมจ่ายบิลและทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านทางไปรษณีย์ จึงทำให้ช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การใช้แสตมป์ในบ้านเราเข้าขั้น “ใส่เกียร์ว่าง” ยิ่งในปัจจุบันที่จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเมล์ได้กลายเป็นช่องทางการสื่อสารมาตรฐานด้วยแล้ว ยิ่งผลักให้สแตมป์เข้าไปอยู่ในมุมของการสะสมลึกเข้าไปอีก

ปัจจุบันนั้นในประเทศที่เคยใช้บริการไปรษณีย์สำหรับธุรกรรม ต่างทะยอยย้ายไปให้บริการออนไลน์กันหมดแล้ว จะเห็นว่าในความเคลื่อนไหวดังกล่าว เราก็ยังช้ากว่าอยู่หนึ่งก้าว ประกอบกับการใช้บริการไปรษณีย์นั้นก็ไม่ได้ถูกใช้ให้ได้ประโยชน์อย่างสูงสุด การส่งจดหมายจึงกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของความไม่ทันสมัย ทำให้พัฒนาการของแสตมป์บ้านเราขาดช่วงที่เป็นสติกเกอร์ แต่กระโดดมาเป็นการพรินท์เลเบิลสติกเกอร์เลย

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา คอลเลคชั่นแสตมป์ที่ดูเหมือนจะดี แต่มีข้อสังเกตให้สงสัยทะยอยออกมาให้สะสมชื่นชม ตั้งแต่ “สื่อรักสานสัมพันธ์” ชุดดอกกุหลาบ ตัวแทนแห่งความรัก ถึงจะมีไอเดียในการทำเป็นแสตมป์มีกลิ่นหอม และพิมพ์นูนเพิ่มผิวสัมผัส แต่ภาพดอกกุหลาบที่นำมาใช้ จะบอกว่ามีมาตั้งแต่รุ่นคุณแม่ยังสาวก็คงไม่ผิด

กรณีนี้ ไอเดียที่นำมาใช้กับเนื้อหาที่ปรากฎบนแสตมป์นั้นก็วนเวียนอยู่ในอำนาจอนุรักษณ์นิยม ซึ่งน่าจะเป็นมุมมองที่ถูกนำมาขยายเป็นภาพโดยผู้พิจารณาและอนุมัติแบบ ครั้นจะทำแสตมป์ที่ออกมาในแนวร่วมสมัยจึงออกมาอย่างขัดแย้ง เพราะติดภาพของแสตมป์ที่ตนเองสร้างขึ้นมา การผูกกับภาพวัฒนธรรมประเพณีปฎิบัตินั้นก็มิใช่เรื่องเสียหาย แต่ถ้าจะทำให้เป็นแนวกราฟิกร่วมสมัย อาจจะต้องใช้ความคิดหรือผู้จัดทำอีกชุดหรือเปล่านั้นคงต้องทบทวนกันให้ดี

ชุดที่ต้องชี้เฉพาะลงไปคือแสตมป์ชุด “คำฮิตสะกิดใจ” คำอธิบายจากจุลสารข่าวแสตมป์ไทย บอกไว้ว่า “เป็นแสตมป์รูปแบบใหม่ในลักษณะสติ๊กเกอร์ ที่นำเอาข้อความเก๋ๆ อาทิ สวัสดี, สุขสันต์วันเกิด, ขอบคุณ, รักนะ, คิดถึง และ ยินดีด้วย” ในแง่หนึ่ง นี่อาจเป็นการเริ่มต้นของแสตมป์ไทยที่หยิบจับเอาเรื่องใกล้ตัวและน่าสนใจมาเป็นพลังในการออกแบบ เช่น ปรากฏการณ์พระจันทร์ยิ้ม แต่ถ้ามองในแง่ของการออกแบบแล้ว ยังคงห่างไกลจากโลกของการออกแบบทุกวันนี้ ราวกับระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์

งานออกแบบแสตมป์นั้น ไม่เคยมีกฎเกณฑ์ที่ผูกมัดไว้กับสไตล์ของศิลปะหรือการออกแบบแนวทางใดแนวทางหนึ่ง บางทีเราน่าจะคิดแบบง่ายๆ บ้างว่า ท้ายสุดแล้วมันก็คือคำถามที่ว่า “เราอยากส่งอะไรออกไปในประเทศอื่นๆ ให้เขาเห็นว่านี่คือปัจจุบันของประเทศไทย เรามีทัศนคติ และสำเนียงแบบใด” ฉะนั้นแก่นของงานออกแบบแสตมป์ก็คือการสะท้อนชุดความคิดดังกล่าว ไม่ได้มีแก่นความคิดที่ซับซ้อนอย่างที่แสตมป์แต่ละชุดพยายามมากเกินไปให้เป็นอย่างที่ผ่านมา