ตื่นมานับถอยหลัง

➜ ในช่วงเกือบสองทศวรรษที่แล้วเดวิด คาร์สัน เกริ่นแกมทำนายไว้ว่านี่คือจุดจบของงานสิ่งพิมพ์ คล้ายกับว่าเขาอยากจะคาดจุดจบของงานสิ่งพิมพ์ไว้ พ้นมาจนหลายคนลืม วันนี้เราเริ่มเห็นแววว่าจะเกิดขึ้นจริงแล้ว มุมมองของเดวิทไม่ได้ผิดเสียทีเดียว เพียงแต่มันจะไม่ได้จบด้วยการขยายตัวของสิ่งพิมพ์และการทำซ้ำอย่างไร้ทิศทางของร้านถ่ายเอกสารเข้าเล่ม ไม่ได้จบด้วยเลอะงานออกแบบออกแบบกลับนอกออกใน ไม่ได้จบด้วยความไร้ขอบเขตโดยตัวมันเอง และไม่ได้จบลงด้วยการออกแบบไปอยู่บนมือบุคคลทั่วไปโดยไม่ต้องผ่านนักออกแบบด้วยความช่วยเหลือของคอมพิวเตอร์

ขณะเดียวกันในช่วงต้นทศวรรษที่แล้วที่แล้ว เราเริ่มทำความรู้จักและคุ้นชินกับการเชื่อมต่อออนไลน์ สายโทรศัพท์แสดงศักยภาพของตนอย่างเต็มที่หลังจากที่เรารู้จักเครือข่ายโยงใยนี้ผ่านแต่เพียงโทรศัพท์ หรืออย่างดีก็โทรสาร ในที่สุดคอมพิวเตอร์ก็ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ตามที่นักพัฒนาคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะจรดวิสัยทัศน์เอาไว้ หลังคอมพิวเตอร์เข้ามาอยู่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือนมาแล้วในทศวรรษก่อนหน้า อินเทอร์เนตเพิ่งเป็นเด็กทารกเพิ่งจะพร้อมหัดเดิน ใครๆพากันคิดอนาคตล่วงหน้าไว้ให้เด็กน้อยรายนี้ คนที่บ้าเห่อหน่อยก็โถมลงทุนลงกำลังทรัพย์กันจนเกิดเป็นฟองสบู่ดอทคอมในเวลาต่อมา

ผมยังจำได้แม่นว่าหุ้น amazon.com สูงเสียจนน่าใจหาย หลายคนสงสัยในอนาคตของการทำธุรกิจบนอินเทอร์เนต บางคนเดิมพันกันด้วยหลักทรัพย์มหาศาล บทสนทนายอดฮิตในช่วงนั้นคงจะไม่พ้น การพยายามคิดคาดการณ์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปหลังจากมีเดียใหม่เกิดขึ้น นักออกแบบและนักโฆษณาใช้เวลาอยู่พอสมควรกว่าจะหาสูตรลงตัวในการเข้าหา และเข้าใจธรรมชาติของสื่อใหม่

“เวปจะทำให้สิ่งพิมพ์หมดไป” คือประโยคยอดฮิต สูสีไม่แพ้กับ “สิ่งพิมพ์ไม่มีวันหมดไป เพราะใครๆก็ยังอยากได้อะไรที่จับต้องได้” ดอทคอมล้มจากการลองเดินตั้งไข่ในช่วงต้นทศวรรษที่แล้ว ทำให้ประโยคแรกดูไม่น่าเชื่อถือขึ้นทันที

ขณะที่เราอ่านกันอยู่นี้ก็ถือว่าอินเทอร์เนตกลายเป็นสิ่งจำเป็นไปแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานและการดำเนินชีวิต ให้บริการในความเร็วที่อนุญาตให้ข้อมูลมัลติมีเดียทำงานได้อย่างเต็มที่ พร้อมๆกับการหายไปของระบบการเชื่อมต่อโบราณอย่างไดแอลอัพ และพร้อมๆกับการหายไปของร้านขายเพลงอย่าง ทาวเวอร์เรคคอร์ด และ เวอร์จินเมกก้าสโตร์ ข้อมูลภาพเคลื่อนไหวเป็นเรื่องธรรมดาจนทุกวันนี้ เอ็มทีวี (อเมริกา) ยังเลิกฉายมิวสิควิดีโอ

นับว่าเป็นคลื่นสงบลูกใหญ่ที่รอโถมเข้าใส่คนทำสิ่งพิมพ์ที่มองข้าม เราเชื่อกันอย่างหมดใจ เพราะทุกคนความคุ้นเคยกับสื่อสิ่งพิมพ์ตั้งแต่เรามีเทคโนโลยีตัวพิมพ์ใช้งาน สื่อสิ่งพิมพ์อยู่คู่กับชีวิตมนุษย์เราตั้งแต่ต้นจนจบชีวิตมาหลายต่อหลายรุ่น ไม่ผิดที่มันจะทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งนี้จะอยู่กับเราตลอดไป แต่ขณะนี้สังคมออนไลน์กำลังส่งสารเตือนให้เราทราบว่าต่อจากนี้ นี่คือการจัดระเบียบสื่อใหม่

ดอทคอมกลับมาอีกครั้ง หลังจากล้มเพื่อกลับมาอย่างหนักแน่น และไม่เร่งสีเร่งโตเกินไป แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังมีความเชื่อว่าอย่างไรผู้บริโภคก็ยังต้องการซื้อของที่จับต้องได้ ยังอยากที่จะทำให้สิ่งพิมพ์หายไป หายไปเลย? คงจะไม่เป็นเช่นนั้นเสียทีเดียว แต่แนวโน้มที่เกิดขึ้นคือจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดน้อยลง และราคาสูงขึ้นเพราะการผลิตน้อยลง ราคาต่อหน่วยก็จะเพิ่มสูงขึ้น ฉะนั้นการออกแบบสิ่งพิมพ์ในอนาคตจึงต้องออกแบบอย่างดีเพื่อให้สมกับราคาที่สูงขึ้นด้วยนั่นเอง การพิถีพิถันในการเลือกเนื้อหาและการออกแบบรูปเล่มก็จะถูกผลักให้มีมากขึ้นตามไปด้วย แนวโน้มสำหรับสาระประเภทที่อ่านแล้วทิ้ง (ซึ่งมีจำนวนมากเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสิ่งพิมพ์ทุกวันนี้) จะไม่มีการพิมพ์บนกระดาษอีกต่อไป

นี่คือเรื่องที่ผมกับคุณนิรุติ กรุสวนสมบัติ ได้บรรยายที่เครืออมรินทร์เกี่ยวกับอนาคตของสิ่งพิมพ์ เมื่อสามปีก่อน ใจความส่วนใหญ่ได้ถูกเขียนรวมเป็นบทความไปแล้วภายใต้ชื่อ ปรับตัวเข้ากับธรรมชาติของสื่อ ปัจเจกต่างมองอนาคตกันคนละแบบ ผมได้รับคำถามเป็นประจำเมื่อบรรยายในที่ต่างๆ เกี่ยวกับการทำนายอนาคต หรือให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของการออกแบบอยู่เสมอ แทบทุกครั้งของการบรรยายผมจะพยายามย้ำถึงจุดนี้

การเกิดขึ้นของ Typekit ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าของ type foundry (อีกครั้ง) หลังจากเกิดการปฎิวัติครั้งใหญ่ไปแล้วเมื่ออินเทอร์เนตเพิ่งเริ่มเดิน เวปฟอนต์ หรือที่ถูกต้องน่าจะเรียกว่าอินเทอร์เฟสฟอนต์มากกว่า เพราะโฟกัสของการใช้งานฟอนต์จะอยู่บนหน้าจอมากกว่าการนำไปเป็นสิ่งพิมพ์ในที่สุด วันนี้อินเทอร์เฟสฟอนต์จะไม่ถูกจำกัดอยู่กับ Helvetica, Arial และ Times อีกต่อไป นักออกแบบไม่ต้องเซฟอาร์ตเวิร์คเป็นไฟล์รูปเพื่อที่จะใช้ฟอนต์ที่ตนเองอยากใช้ในหน้าเวปเพจ ทางเลือกสำหรับบูติกฟอนต์เพื่อใช้งานออนไลน์ก็จะมากขึ้น ด้วยเซอร์วิสอย่าง Typekit ในเมื่อธุรกิจฟอนต์เริ่มปรับทิศทางแล้ว แสดงให้เห็นว่างานออกแบบก็จะต้องปรับไปในทิศทางเดียวกันด้วยต่อเนื่องกันไป

สื่อสิ่งพิมพ์ค่ายใหญ่อย่าง Time และ Condé Nast ร่วมกับสำนักพิมพ์ใหญ่อีกสามแห่ง ซึ่งรวมกันก็ปาเข้าไปกว่าครึ่งของนิตยสารที่มีอยู่บนแฝงหนังสือ ไม่นานนี้ได้มีการประชุมเพื่อหาข้อตกลงเรื่องของการวางฟอร์แมทกลางสำหรับการเปลี่ยนถ่ายนิตยสารและหนังสือในเครือไปบนมีเดียใหม่ ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้อุ่นเครื่องกันไปแล้วด้วยการทะยอยนำนิตยสารใหญ่หลายฉบับลงไอโฟน GQ หนึ่งในนิตยสารที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของ Condé Nast ก็ไปได้ดีมากจากการทดลองนี้ Condé Nast Digital กำลังกลายเป็นหน่วยงานที่น่าจับตามองของค่ายสื่อแนวหน้า เพราะจะเป็นการเซ็ทโทนของรูปแบบนิตยสารที่จะเกิดใหม่ในแบบดิจิตอลออนไลน์

หากใครตามในทวิทเตอร์หรือเฟสบุ๊คอาจจะเคยผ่านตาบ้างที่ผมบ่นเรื่อง amazon kindle ว่ายังไม่ใช่คำตอบของการอ่านหนังสือแบบอีบุ๊ค อีแมคกาซีน เหตุผลหลักๆก็คือไม่สามารถรองรับสีและเลย์เอ้าท์ที่จะเข้ามาจับความรู้สึกของคนอ่านแทนสิ่งพิมพ์ได้ จะหันไปทาง Barns& Noble ที่จำเป็นต้องออก Nook ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์แนวเดียวกันในลักษณะเพื่อขัดตาทัพไปก่อน เช่นกันผมรู้สึกว่า… ไม่ใช่คำตอบ เพราะข้อมูลออนไลน์นั้นล้นเกินเปอร์เซ็นต์ของสิ่งพิมพ์มากเข้าทุกวัน E-ink อาจจะตอบสนองหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊คเพื่อการอ่านได้ดี แต่ไม่น่าจะเป็นสปริงบอร์ดให้นิตยสารและอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ใหม่

ในขณะที่เขียนบทความนี้อยู่ก็คือวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๔๔๓ ซึ่งแอปเปิลเพิ่งจะแนะนำ iPad และการเกิดขึ้นของ iBook Store ที่เป็นการร่วมมือกันของสำนักพิมพ์ใหญ่อาทิ New York Times, Penguin และ Harper Collins เข้าร่วมขบวนในการนำส่งเนื้อหาในรูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นสำหรับอุปกรณ์ใหม่ชิ้นนี้ นับเป็นการส่งสัญญาณตอกย้ำที่ค่อนข้างชัดเจนสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในวงการหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊ค

เวปไทป์พอกราฟี่จะมีบทบาทสำคัญอย่างมากจากนี้ต่อไป เพราะการปรับเข้าหาสื่อใหม่นี้จะต้องให้พื้นที่กับผู้เสพสาร สามารถปรับเปลี่ยนเลย์เอ้าท์ เลือกและค้นหาข้อมูล ความสามารถในการปรับงานออกแบบให้สอดคล้องกับความเป็นปัจเจกของตน หรือแม้แต่ขนาดตัวอักษรให้เข้ากับความต้องการ

เราสามารถใช้เวปไทพอร์กราฟี่เป็นแผนที่บอกทางให้เราได้อย่างดี สำหรับแนวทางของกราฟิกดีไซน์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตอันใกล้ บูติกอินเทอร์เฟสฟอนต์จะเป็นผลิตภัณฑ์และตลาดที่จะเกิดใหม่เพื่อสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง และจะชี้นำให้การออกแบบกราฟิกต้องเปลี่ยนธรรมชาติของการทำงานในที่สุด

วิธีการสอนบุ๊คดีไซน์ก็จะต้องเปลี่ยนครั้งใหญ่ การสื่อสารเล่าเรื่องด้วยกราฟิกก็จะทำได้ลึกขึ้นในอีกธรรมชาตินึง เช่นเดียวกับโฆษณาที่จะมีช่องสำหรับเทคนิคของการตลาดแบบใหม่ๆเข้ามาปนกับการออกแบบอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ และที่ยิ่งกว่านั้นคือระยะเวลาที่จะใช้สื่อสารสองทางกับผู้รับสื่อที่เคยถูกขั้นตอนการพิมพ์ขั้นไว้จะไม่เป็นสิ่งกีดขวางอีกต่อไป เราอาจได้เห็นโฆษณาที่เก็บข้อมูล หรือให้ข้อมูลจำเพาะกับผู้บริโภคผู้รับสารได้ทันทีเป็นต้น

ผมคุยกับคุณนวลวรรณ สุพฤฒิพานิชย์ บอกอนิตยสารรูมนอกรอบอยู่หลายครั้งหลังจากงานบรรยายครั้งนั้นที่อมรินทร์ ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะเปลี่ยน และกระเทือนถึงวิธีการทำสิ่งพิมพ์ ฉะนั้นถ้าบริษัทขนาดยิ่งใหญ่ ยิ่งจำเป็นต้องเคลื่อนตัวก่อนแต่เนิ่นๆ เพราะมีข้อมูลและทรัพยายกรที่ต้องเปลี่ยนถ่ายไปในมีเดียใหม่เยอะกว่า และนี่เองจะเป็นช่องให้เกิดโอกาสทางธุรกิจสำหรับตำแหน่งผู้ตามในตลาด เพราะต้นทุนเงินในการดำเนินการน้อยกว่า และเวลาในการปรับตัวเป็นไปได้อย่างรวดเร็วกว่า ปลายทางนั้นเกมการทำธุรกิจของนิตยสารและสิ่งพิมพ์จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หน้ามือเป็นหลังมือ เราต่างเห็นตรงกันว่าสำนักพิมพ์ต่างๆควรที่จะให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที ต้องยอมรับว่า สำนักพิมพ์ หนังสือ นิตยสาร บ้านเรายังไม่จับมือกับสื่อออนไลน์ในการทำธุรกิจร่วมกันเท่าที่ควร บ้านเรามองสื่อสองแขนงนี้เป็นคนละเรื่อง

ธุรกิจเปลี่ยนการออกแบบก็ต้องเปลี่ยนด้วยเช่นกัน นักออกแบบ และ คณาจารย์ ในสถาบันต่างๆมองไกลจนเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นหรือไม่? ยังเป็นภาพที่ไม่ชัดเจน มีโอกาสเป็นไปได้อย่างมากที่จะเกิดนักออกแบบสายพันธุ์ใหม่ ที่จะต้องมีความรู้ทางเทคโนโลยีมากขึ้น นักออกแบบที่อยู่ได้และทำงานได้ดีในสองระบบ การออกแบบและวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ นักออกแบบในลักษณะนี้จะเป็นที่ต้องการของโลกในยุคต่อไป อย่างน้อยนักออกแบบที่มีศักยภาพดังกล่าวก็จะได้เปรียบในทศวรรษนี้ หรือจนกว่าโปรแกรมสำเร็จรูปพื้นฐานสำหรับกราฟิกดีไซน์ที่เคยเพ่งไปที่งานสิ่งพิมพ์จะเปลี่ยนจุดโฟกัสไปที่สื่อดิจิตอลใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นได้ทั้งหมด

วันนี้ร้านขายเพลง ร้านขายเทปซีดีได้หายไปแล้ว (เรียกได้ว่า… เหลืออยู่ก็น้อยมาก) ร้านจำหน่ายวิดีโอกำลังจะเป็นรายถัดไป จากนั้นก็ไม่น่าจะพ้นร้านหนังสือที่คงต้องลดขนาดหรือปรับตัวครั้งใหญ่เมื่อเกมธุรกิจเปลี่ยนรูปแบบ

น่าจะถึงเวลาอันสมควรแล้ว นักออกแบบ (โดยเฉพาะนักออกแบบสิ่งพิมพ์) ควรตื่นขึ้นมาเพื่อการปรับตัวกัน ประโยคที่ว่า “เวปจะทำให้สิ่งพิมพ์หมดไป” อาจจะไม่เป็นจริงร้อยเปอร์เซ็น น่าจะเปลี่ยนเสียใหม่ว่า “เวปจะทำหน้าที่ให้ข้อมูลที่ต้องการความใหม่และสดแทนสิ่งพิมพ์” การกลับมาครั้งนี้ของประโยคดังกล่าว จะมีน้ำหนักเสริมให้กับประโยคที่ว่า “สิ่งพิมพ์ไม่มีวันหมดไป เพราะใครๆก็ยังอยากได้อะไรที่จับต้องได้” แต่คงต้องวงเล็บไว้ว่าจะมีงานกว่าครึ่งที่จะไม่เดินทางไปถึงแท่นพิมพ์แต่จะเป็นจากจอถึงจอแทน

นั่นหมายถึงจะหมดยุคของสิ่งพิมพ์ที่ฟุ่มเฟือยโดยไร้เหตุผล นักออกแบบที่เดินชนกันแย่งเพื่อแย่งงานสิ่งพิมพ์จะเดินชนกันมากขึ้นไปอีกถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนเพื่อเข้าใจธรรมชาติการทำงานใหม่ มันจะไม่ต่างอะไรกับเมื่อครั้งที่นักออกแบบไล่ตามเวปดีไซน์ไม่ทัน บุคลากรในสถาบันการศึกษาที่ชำนาญสื่อใหม่และวิธีการสื่อสารในรูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้น (อาจจะเรียกเล่นๆไว้ก่อนว่า “สิ่งพิมพ์ใหม่”) ก็จะขาดแคลน เป็นปัญหาคล้ายๆ กับก่อนที่โปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับเวปดีไซน์จะทำงานได้อย่างใจทุกอย่าง แต่กระนั้นก็จะเห็นได้ว่านักออกแบบที่มีศักยภาพของการเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ จะได้เปรียบเสมอในการนำสิ่งใหม่มาเสริฟให้ได้ตื่นเต้นกัน

ประโยคดังของ เดวิท คาร์สัน “จุดจบของสิ่งพิมพ์” ไม่ได้ทำนายไว้ผิด แต่สาเหตุของการเกิดขึ้นนั้นต่างจากที่เขามองอนาคตไว้เมื่อเกือบสองทศวรรษที่แล้ว ก็เช่นกันการจบของสิ่งหนึ่งก็คือการเริ่มต้นของอีกสิ่งหนึ่งเสมอ ในฐานะนักออกแบบ (โดยเฉพาะนักออกแบบสิ่งพิมพ์) เราควรที่จะตื่นมามองอนาคตให้ชัดๆหรือยัง?