วงจรปิด (The Video)

พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์
ตุลาคม ๒๕๕๑

➜ “วงจรปิด (Closed Circuit) เริ่มจากการตัดทอนตัวอักษรจนเหลือเพียงจุด ถ้าเราเริ่มจากตัวอักษรที่สมบูรณ์และมีสี (เอาตัว ‘a’ เป็นต้น) เราสามารถตัดทอนได้หลักๆ สี่ระดับ อย่างแรกคือการลบสีสันออก ให้เหลือแค่สีดำ ที่คนทั่วไปเข้าใจได้ถึงความไร้ซึ่งสีสัน เนื่องจากลักษณะพิเศษของตัวอักษร ‘วงจรปิด’ คือการเชื่อมวงจร สิ่งที่ทำต่อไปได้คือการตัดวงจรนั้น ให้เหลือแค่ระนาบเหลี่ยม  ขั้นตอนที่สามคือการปลดสีดำออก เราจะเห็นโครงของตัวอักษรเป็นเส้น และแน่นอน ถ้าเราเอาเส้นเหล่านั้นออก ก็จะเหลือเพียงจุดเชื่อม”

เดิมที ภูมิ รัตตวิศิษฐ์ มีความมุ่งมั่นที่จะเรียนต่อทางแพทยศาสตร์ แต่เนื่่องจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทยไม่มีแพทยศาสตร์หลักสูตรนานาชาติ ทำให้เขาเปลี่ยนใจไปทางวิศวกรรมศาสตร์ เวลาผ่านไปประมาณครึ่งปีเขาก็เริ่มเทใจไปให้กับเศรษฐศาสตร์ เพราะเห็นว่าเรื่องเงินทองน่าสนใจกว่า แต่พอรู้สึกว่านักเศรษฐศาสต์ไม่ต่างจากนักพยากรณ์ที่มีระดับ จึงตัดสินใจอย่างแนวแน่ที่จะเรียนต่อด้านธุรกิิจ เขาลงเรียนทุกวิชาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และพยายามออกห่างวิชาศิลปะ เรียนไปเรียนมาเจอรู้สึกว่ายาก ทำให้เบื่อธุรกิจอย่างถาวร ไม่รู้จะทำไงดี รู้แต่ว่าอยากทำอะไรที่อาศัยความคิดสร้างสรรค์ เปิดดูโบรชัวร์ของแต่ละมหาวิทยาลัยก็มีอยู่ไม่กี่ที่ที่รับสอนอะไรประเภทนี้ ดูไปดูมาก็เจอคณะสถาปัตฯ อยู่ในระแวกบ้าน เลยลองสอบตรงดู แม้ว่าเขาจะไม่มีพื้นฐานทางนี้เลยก็ตาม

ปัจจุบัน ภูมิ รัตตวิศิษฐ์ เป็นนักออกแบบ (Senior Designer) ของ บริษัท คัดสรรดีมาก จำกัด และผู้ช่วยของ พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง กลุ่มพฤติกรรมการออกแบบ ในการจัดทำแนวทางการสอนกราฟิกดีไซน์เพื่อบุคคลทั่วไปที่สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ

ภูมิ รัตตวิศิษฐ์ เล่าถึงการทำงานออกแบบภาพเคลื่อนไหว (วิดีโอ) ที่ได้แรงบันดาลใจจากแบบตัวอักษรชุด วงจรปิด (Closed Circuit) ของ อนุทิน วงศ์สรรคกร ผนวกกับดนตรีที่ถูกถ่ายทอดจากความรู้สึกของ สุดกมล เอกกุล สมาชิกวงโพลาลอยด์ (อดีตสามชิกวงเคหสถาน) ที่มีต่อแบบตัวอักษรชุดนี้

จากการอธิบายของ อนุทิน วงศ์สรรคกร ทำให้เข้าใจได้ว่า วงจรปิด เป็นแบบต่อเนื่องมาจากพิกเซลฟอนต์ ‘พฤติกรรม’ ต้นแบบการทดลองของฟอนต์เกือบทั้งหมดของ พฤติกรรมการออกแบบ/คัดสรรดีมาก เป็นการเชื่อมต่อหน่วยพิกเซลแต่ละหน่วยเข้าด้วยกัน คล้ายกับการเชื่อมต่อให้เกิดวงจรในการเคลื่อนย้ายข้อมูล และก็เป็นที่มาของฟอนต์สำเร็จรูปเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษล้วนที่นำออกจำหน่ายในตลาดต่างประเทศราวช่วงปี ๒๕๔๓ ภายใต้ชื่อ Datum ซึ่งแปลว่าข้อมูลนั่นเอง

“เราจะเห็นได้ว่าตัวอักษรแต่ละตัวมีจำนวนเส้น และจุดไม่เท่ากัน การที่จะแสดงกระบวนการสร้างตัวอักษรให้ตรงกับจังหวะของดนตรีนั้น ต้องอาศัยการนับเส้น และจุดของทุกตัวอักษรที่ตัดทอนมา ต้องรู้จำนวนบีทที่แน่นอน เมื่อเราได้ตัวเลขของทั้งสอง เราก็สามารถเลือกตัวอักษรบางตัวที่พอรวมจำนวนเส้น และจุดแล้วได้เท่ากับจำนวนบีทของดนตรี จากนั้นก็เป็นการวางตำแหน่งของจุด และดูว่าจุดไหนควรเริ่มวิ่งก่อน และเส้นไหนควรก่อสร้างตัวก่อน โดยเอาความยาวของเส้นไปเทียบกับความยาวของเสียงในแต่ละบีท พอบันทึกลงกระดาษแล้ว ถ้าดูผิวเผิน ก็อาจจะไม่ต่างจากเกมต่อจุดมากนัก เมื่อเราวางแผนทุกอย่างไว้เสร็จเรียบร้อย การนำมาเปลี่ยนเป็นภาพเคลื่อนไหวจึงไม่ใช่เรื่องยาก นอกเสียจากปัญหาจากประสิทธิภาพของตัวโปรแกรมเอง ซึ่งทั้งอำนวย และไม่อำนวยกับสิ่งที่เราคิดไว้ ” ภูมิ รัตตวิศิษฐ์ นึกย้อนเพื่ออธิบายขั้นตอนการทำงานเป็นฉากๆ

รูปแบบการทำงานสำหรับโปรเจคนี้ค่อนข้างฟรีสไตล์มาก เหตุเพราะเราต้องการให้นักออกแบบของเราเอาตัวเองเข้ามาร่วมอยู่ในงานให้มากที่สุด การรีวิวอยู่ห่างๆ ก็เพียงเพื่อให้แน่ใจว่าไม่หลุดจากเจตนาในส่วนของดนตรีและแหล่งต้นตอของแรงบันดาลทั้งหมด อนุทิน วงศ์สรรคกร กล่าวเสริมทำให้เราเข้าใจถึงความเปิดกว้างของการทำงานในสภาพแวดล้อม และ ธรรมชาติของ พฤติกรรมการออกแบบ/คัดสรรดีมาก

หลังจากตัวอักษรเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ทุกอย่างก็เริ่มง่ายขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะโปรแกรมก็เริ่มเข้าใจเรามากขึ้น พอมาถึงช่วงกำลังปิดวงจร คนดูอาจจะมองเห็นความเป็นอักษรบ้าง แต่การแสดงตัวอักษรในรูปแบบที่เป็นตัวอักษรนั้น อาจจะค่อนข้างน่าเบื่อ เลยเกิดเป็นแนวคิดที่จะนำเสนอในรูปแบบของมวลกราฟิกมากกว่า เมื่อได้ร่างที่สมบูรณ์แล้ว ช่วงสุดท้ายเป็นการเติมสีสันให้กับตัวอักษรที่แห้งแล้งมานาน คำทิ้งท้ายก่อนจบเป็นสิ่งเดียวที่คนดูอาจจะสัมผัสถึงความหมายได้ หากแต่มันไม่ใช่ทั้งคอนเซ็ปต์ หรือแม้กระทั่งชื่อเรื่อง

‘datum’ ซึ่งเดิมทีแปลว่าข้อมูลชิ้นเดียว อาจจะพูดถึงภาพรวมของงานทั้งสามขั้นตอน การออกแบบตัวอักษร การแต่งเพลง และการนำทั้งสองมาประยุกต์เป็นงานเคลือนไหว (แอนนิเมชั่น) หรือคำนี้อาจจะเป็นข้อความที่ทิ้งไว้ให้คนดูเห็นความสำคัญของการสื่อสารข้อมูลมากขึ้น สุดท้ายไม่ว่าความหมายของ ‘datum’ ในบริบทนี้จะเป็นอย่างไร ภูมิ รัตตวิศิษฐ์ ปิดท้ายแบบเปิดปลายไว้ว่า “ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของคนดูเอง ว่าจัดรวมกลุ่มความคิดของตัวเอง เชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆ ในบริบทที่คนดูได้รับข้อมูลเป็นแบบภาพเคลื่อนไหวอย่างไร”

บันทึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับเบื้องหลังการทำงานโปรเจค วงจรปิด ( Closed Circuit) ในช่วงจากแบบตัวอักษรมาสู่บทเพลง สามารถค้นหาได้จากเวบล็อคนี้ จากบทความ ตัวอักษรเปล่งเสียง เขียนโดย สุพิสา วัฒนะศันสนีย

พบกับการพูดคุยเกี่ยวกับโปรเจค วงจรปิด (The Video) แบบตัวอักษร ดนตรี และ วิดิทัศน์ โดย ภูมิ รัตตวิศิษฐ์ ได้ในงาน Pecha Kucha Night ส่วนหนึ่งของ Bangkok Design Festival ’08 วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๑ ที่ Parc Paragon